Wednesday, 29 May 2024
NEWS

‘พลังประชารัฐ’ เปิดโฉมหน้า ‘ดรีมทีมเศรษฐกิจ’ ขอพลิกโฉมประเทศไทย เพื่อก้าวหน้าไปอย่างยั่งยืน

วันที่ 19 เม.ย. 2566 นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ โฆษกคณะกรรมการยุทธศาสตร์การเลือกตั้ง พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนเป็นอย่างมาก มุ่งหวังจะแก้ปัญหาให้ประเทศชาติ ให้ประชาชนอยู่ดีกินดี และสามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้

 

โดยออกมาย้ำถึง “ดรีมทีมเศรษฐกิจ” ของพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีทั้งที่เป็นรัฐมนตรีในปัจจุบัน อดีตรัฐมนตรี และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรี ประกอบด้วย

- นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง

- นายอุตตม สาวนายน อดีต รมว.คลังและอดีต รมว.อุตสาหกรรม

- นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง

- นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีต รมว.พลังงาน

- นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีต รมว.พาณิชย์

- นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.คลัง

- นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ อดีตผู้ช่วย รมว.คลัง

- ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน

และตนที่เป็นอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติงานกระทรวงการคลัง

 

นายชาญกฤช กล่าวว่า การรวมตัวกันของมือบริหารระดับอาชีพไม่ใช่เรื่องง่าย หากแต่เกิดจากบารมีของ พล.อ.ประวิตร ทั้งสิ้น เพราะเป็นการดึงเอามือเศรษฐกิจระดับประเทศ ล้วนเป็นผู้ที่มากความสามารถ มากประสบการณ์ เป็นที่รู้จักในฝีไม้ลายมือเป็นอย่างดีในแวดวงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนต่างประเทศ ซึ่งให้การยอมรับว่าเป็นตัวจริงเรื่องเศรษฐกิจทุกระดับมาร่วมกันทำงาน ประกาศนโยบายเศรษฐกิจพลิกโฉมประเทศไทย 360 องศา เน้นตอบโจทย์เชิงบริหารเศรษฐกิจ สามารถเดินหน้าบริหารประเทศได้ทันที โดยไม่สะดุด หรือเกิดรอยต่อระหว่างเปลี่ยนผ่านรัฐบาล แม้ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังผันผวนก็ตาม เพราะทีมเศรษฐกิจของพรรคพลังประชารัฐ เป็นบุคลากรที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในสนามเศรษฐกิจจริงมาแล้ว โดยมีผลงานในอดีตเป็นที่ประจักษ์

 

นายชาญกฤช กล่าวด้วยว่า เร็ว ๆ นี้พรรคพลังประชารัฐเตรียมจะเปิดตัวยุทธศาสตร์การเลือกตั้งล็อตใหญ่ ซึ่งจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ไม่แพ้พรรคการเมืองใดอย่างแน่นอน พร้อมฝากประชาชนพิจารณาเลือกพรรคพลังประชารัฐ เบอร์ 37 และเลือกผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคทุกเขตทั่วทั้งประเทศ เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง และพลิกฟื้นเศรษฐกิจ พลิกโฉมประเทศไทย เพื่อก้าวหน้าไปอย่างยั่งยืน

ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้ง ต้องไปลงคะแนนที่ไหน เช็กได้เลย

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้ประชาชนทั่วไปที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ในปี 2566 นี้ ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งของตัวเองได้แล้วตั้งแต่วันอังคารที่ 18 เมษายน โดยเข้าไปตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์สำนักบริหารการทะเบียน ตามลิงค์ข้างล่างนี้

 

https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/enqelection/

"ชัยวุฒิ" กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร

วันนี้ (18 เม.ย. 66) เมื่อเวลา 15.20 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์นโยบายการยกเลิกการเกณฑ์ทหารของบางพรรคการเมืองว่า

 

ทุกคนเห็นต่างกันได้ พรรคการเมืองที่มีความเห็นไม่ตรงกับพรรคพลังประชารัฐ ก็จะวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของเรา ตนก็มีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของพรรคการเมืองอื่น เช่นเดียวกัน ถือเป็นการใช้สิทธิ์ตามระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะที่มีบางพรรคพูดถึงเรื่องการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ขอยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐไม่มีนโยบายนี้

 

เราเห็นด้วยกับการคงนโยบายการเกณฑ์ทหารไว้ และให้มีการพัฒนากองทัพ ให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ เพราะเราเชื่อว่าความมั่นคงของชาติเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเรื่องของการเกณฑ์ทหารมีระบบการสมัครใจอยู่แล้ว หัวใจสำคัญคือ ต้องดูแลทหารให้ดีขึ้น ให้คนที่ผ่านการเกณฑ์หรือสมัครเข้ามาใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ มีประสบการณ์และได้รับการฝึกฝนที่ดี

 

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ไม่อยากให้ทำนโยบายที่คิดถึงแต่ความนิยม หรือเอาใจประชาชน จนทำให้เกิดค่านิยมที่ผิด ค่านิยมไม่เสียสละเพื่อแผ่นดิน ตนไม่อยากใช้คำว่าชังชาติ แต่คิดว่าเป็นค่านิยมที่ไม่ถูกต้อง อยากให้มองว่ากองทัพเป็นสิ่งสำคัญ ต้องช่วยกันสร้างกองทัพให้เข้มแข็ง เพราะนี่คือความมั่นคงของชาติที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการที่จะทำให้เศรษฐกิจของเราเดินหน้า ต่อไปได้ด้วย

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายพรรคมองว่านโยบายการเกณฑ์ทหารควรได้รับความสมัครใจจากผู้ที่ประสงค์จะสมัครเป็นทหาร นายชัยวุฒิ กล่าวว่า เป็นแนวคิดของพรรคการเมืองอื่น ซึ่งในข้อเท็จจริงวันนี้เรามีแผนพัฒนากองทัพ และมีการวางแผนใช้กำลังทหารอยู่แล้ว และปัจจุบันมีการปรับลดจำนวนทหารเกณฑ์ จาก 100,000 คนเหลือเพียง 6 หมื่นคน แต่ปัจจุบันผู้ที่สมัครเข้ามามีจำนวนไม่เพียงพอ จึงยังต้องคงระบบการเกณฑ์ทหารเอาไว้ ตนเชื่อว่าภัยคุกคามประเทศยังคงมีอยู่ บางเรื่องที่นักการเมืองไม่รู้แต่ฝ่ายความมั่นคงรู้ ก็ควรจะรับฟังและพูดคุยกันด้วยเหตุผล

 

ผู้สื่อข่าวถามถึงผลโพลที่ออกมา ที่ระบุว่าพล.อ.ประวิตร เป็นอันดับ 1 ในการก้าวข้ามความขัดแย้ง นายชัยวุฒิ กล่าวว่า นี่เป็นนโยบายหลักของพรรคอยู่แล้ว พล.อ.ประวิตร มีแนวคิดและแนวทางในการทำงานที่ชัดเจนอยู่แล้ว ในเรื่องของการประนีประนอม และพูดคุยกับทุกฝ่าย ทุกวันนี้สังคมไทยมีความขัดแย้งทางการเมืองอย่างสุดโต่ง มีทั้งฝ่ายซ้ายจัด ขวาจัด บางคนก็อยากเปลี่ยนประเทศ ซึ่งอาจจะเป็นการเปลี่ยนที่ไกลเกินไป จนคนไทยรับไม่ได้ และอาจทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงในอนาคต รวมถึงบางคนที่คิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องของครอบครัว มากเกินไป ก็จะทำให้ประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งรับไม่ได้เช่นกัน

 

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมืองมีโอกาสเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง อาจจะส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และทำให้บ้านเมืองมีปัญหาในอนาคต พล.อ.ประวิตร จึงต้องการก้าวข้ามความขัดแย้ง รับฟังทุกกลุ่มทุกฝ่าย ประสานให้ทุกคนทำงานร่วมกันได้ ที่สำคัญคือเราคิดต่างกันได้ แต่ต้องมาหาทางออกร่วมกัน

 

“เชื่อว่าลุงป้อม จะเป็น Soft Power ที่จะทำให้ทุกคนมาทำงานร่วมกันได้ และสามัคคีกันได้ และเชื่อมั่นว่า สิ่งนี้คือหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้ประเทศชาติของเราเดินหน้าไปได้ ประชาชนก็จะอยู่ดีกินดีก้าวข้ามความขัดแย้งก้าวข้ามความยากจน"

 

เมื่อถามว่า ในโพลอันดับความนิยม หรือแคนดิเดตนายกฯ พล.อ.ประวิตร ยังไม่ติด อันดับเลย นายชัยวุฒิ กล่าวต่อว่า ตนก็ติดตามการทำโพล มีการไปสอบถาม กลุ่มต่าง ๆ ซึ่งอาจจะเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ให้ความเห็น แต่ในโพลที่เราทำมา เราก็มีคะแนนนิยมอยู่พอสมควร

 

"ผมเชื่อว่าคนที่รัก พล.อ.ประวิตร และเข้าใจแนวทางของพรรค และชอบนโยบายมีเยอะ เพียงแต่คนเหล่านี้ไม่ได้ไปตอบโพล ซึ่งสิ่งนี้ทำให้คะแนนในโพลเราอาจจะไม่ดี แต่ผมเชื่อว่าคะแนนนิยมของจริง เราดี เราเป็นนายกในโลกของความเป็นจริง ไม่ใช่นายกฯ ในโลกออนไลน์ และสิ่งที่เราทำเราทำจริง ไม่ได้คิดไกลเกินไป คิดในสิ่งที่ทำได้"

 

เมื่อถามว่าในช่วงโค้งสุดท้ายจะมีนโยบายอะไรที่โดนใจประชาชนหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า นโยบายเราเปิดไปเยอะแล้ว แต่ตนคิดว่า ก็ต้องประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนรับรู้มากขึ้น ประชาชนอาจยังไม่เข้าใจนโยบายของพรรคในบางจุด เราจะพยายามทำให้มากขึ้น

ลุงตู่ ลั่นการเกณฑ์ทหารยังจำเป็น ชี้ คนสนใจอยากเป็นทหารมากขึ้น

วันที่ 18 เม.ย. 2566 เวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงเรื่องการเกณฑ์ทหารว่า

 

เรื่องการเกณฑ์ทหารวันนี้บางพื้นที่บางเขตมีผู้สมัครเกินความต้องการในหลายพื้นที่ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าดีใจทุกคนเริ่มเข้าใจ และสนใจอยากที่จะมาเป็นทหาร ซึ่งมีหลายอย่างด้วยกัน และวันนี้ก็มีข้อยกเว้นอยู่แล้วสำหรับการเรียนนักศึกษาวิชาทหารอะไรทำนองนี้ รวมถึงการผ่อนผันในช่วงการศึกษาเราก็มีให้ทั้งหมด และวันนี้เราก็ปรับรูปแบบหลายอย่างในการเกณฑ์ คือการเกณฑ์ทหารก็เกณฑ์เท่าที่จำเป็นไม่ได้หมายความว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ กองเกินทั้งหมดต้องเป็นทหารทั้งหมด ก็มีการจับสลากบ้าง อันนี้ขอให้ติดตาม ถ้าเราไม่มีเราก็จะเดือดร้อน

 

ซึ่งทหารทั้งกองทัพไม่ได้มีเฉพาะนายทหารกับนายสิบ แต่ต้องมีพลทหารด้วยที่อยู่ในชุดปฏิบัติการ ในหมู่ ในหมวด กองร้อยกองพัน ฉะนั้นการฝึกทหารในช่วง 3 เดือนแรกจะเป็นการปรับพฤติกรรมเท่านั้นเพื่อให้รู้ระเบียบวินัยต่าง ๆ และรู้จักการใช้อาวุธ แต่รูปแบบยุทธวิธีจะฝึกหลังจาก 3 เดือนแรก ซึ่งจะต้องฝึกอย่างต่อเนื่อง ฝึกภาคกองร้อยฝึกภาคกองพัน ฝึกร่วมผสมต่าง ๆ ในการฝึกการทำงานและมีหน้าที่แตกต่างกัน เพราะมีถึง 16 เหล่า ก็ต้องเรียนรู้บ้าง

 

“และวันนี้ในส่วนของทหารเกณฑ์ผมได้ให้แนวนโยบายมานานแล้ว เรื่องการเพิ่มคุณวุฒิในการศึกษา โดยให้มีการเรียน กศน. ยกระดับการศึกษาให้สูงขึ้น อย่างน้อย 1-2 ระดับ เพราะมีเวลา 2 ปี นอกจากนี้ในเรื่องของการมีระเบียบวินัยเมื่อกลับไปบ้านเป็นผู้นำเป็นหัวหน้าครอบครัว ถ้าเราไม่มีระเบียบวินัยในสังคมจะอยู่กันไม่ได้ วันข้างหน้าจะวุ่นวาย อีกเรื่องคือการฝึกวิชาชีพให้กับทหารก่อนปลดประจำการ รวมถึงการให้สิทธิ์สมัครเป็นนายสิบต่อซึ่งมีผู้สนใจมากขึ้นตามลำดับ และวันนี้ทุกคนมีความภาคภูมิใจฝึกทหารแล้วรู้ว่าได้อะไรกลับไป ถ้าเราไม่มีเลยมันจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ ไม่มีประเทศไหนเขาไม่มีทหารหรอก” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

 

เมื่อถามว่าภาครัฐจะมีการประชาสัมพันธ์ หรือทำความเข้าใจกับประชาชนให้เข้าใจถึงความสำคัญในการเกณฑ์ทหารเพิ่มเติมอย่างไรหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว สื่อก็ช่วยกันพูด เราพูดไปเยอะหมดแล้ว ขอให้ติดตามเวลาที่มีการออกข่าว เขามีการออกคลิปอะไรต่าง ๆ เยอะแยะไปหมดต้องติดตามดูด้วย สื่อหนังสือพิมพ์ก็มี สื่อโซเชียลก็มี สื่อต้องช่วยกันขยาย ทุกเรื่องต้องสื่อสาร

 

“ผมไม่ได้เป็นศัตรูกับท่าน แม้หลายอย่างจะจริงไม่จริงบ้างแต่ก็รับได้ นี่คือประชาธิปไตยของประเทศไทย ผมก็ประชาธิปไตยเต็มที่กับท่านแล้ว กับสื่อก็เต็มที่แล้ว มันก็เหลือแต่กฎหมายเท่านั้นเอง ถ้าทุกคนทำอะไรก็ได้มันก็อยู่กันไม่ได้หรอกประเทศ เราก็ให้ประชาธิปไตยเต็มใบอยู่แล้ว มากกว่าเต็มใบอีก ใบครึ่งไปแล้วมั้ง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ตัวเต็งนายกฯ จับตามองที่ 'อุ๊งอิ๊ง-อนุทิน-ลุงตู่' ส่วนพิธา 'ก้าวไกล' ตัดทิ้งไปได้เลย

(18 เม.ย.66) ส่วนหนึ่งจากคอลัมน์ 'เปลวสีเงิน' ได้นำเสนอบทความในหัวข้อ...นายกฯ 'รำไรๆ' ใต้ขนตา...ระบุความว่า...

 

ใคร ๆ ก็มองว่า ลุงป้อมจะไปตั้งรัฐบาลกับเพื่อไทย ที่เขาเอาตำแหน่งนายกฯ มาล่อ หวังแลกมือ ส.ว. สนับสนุนในรัฐสภา

 

เขาล่อน่ะ…ล่อจริง

แต่ผมเชื่อ ลุงป้อมไม่ยอมให้ล่อหรอก!

 

เพราะอะไรน่ะหรือ ในมุมมองผมนะ ผมเชื่อศักดิ์ศรีขุนทหารระดับ 'แม่ทัพ' กองทัพไทยของลุงป้อม

 

ถ้าโลภ จนหลง ยึดประโยชน์ตนเหนือประโยชน์ชาติ วิเคราะห์สถานการณ์ไม่ขาด อ่านเกมฝ่ายตรงข้ามไม่ออก

 

ทำเนียบกองทัพไทย...จะไม่มีคนชื่อ 'พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ' บรรจุอยู่ในตำแหน่ง 'ผู้บัญชาการทหารบก' ได้แน่นอน!

 

นั่นอย่างหนึ่ง...

 

และอีกอย่างหนึ่ง ระดับผู้บัญชาการกองทัพ ต้องเข้าพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงกล่าวนำมาแล้ว

 

ที่จะให้ 'พลเอกประวิตร' ไปตั้งรัฐบาลกับพรรคที่มีแนวทางอสัตย์ต่อ 'ชาติ-ศาสน์-พระมหากษัตริย์' เลิกมาตรา ๑๑๒ เมื่อได้เป็นรัฐบาล แบบนั้น

 

พลเอกประวิตร 'ไม่ทำ' แน่นอน!

 

อย่างสุดท้าย...คุณเคยได้ยินคำนี้มั้ย 'เพื่อนร่วมตาย' เหนือกว่า 'พี่น้องสายโลหิต'

 

คนเราน่ะ ต่างที่เกิด ต่างที่มา วันหนึ่ง มีวาสนาได้รู้จักกัน คบหากัน กินนอนด้วยกัน ร่วมเป็น-ร่วมตายด้วยกัน ใจผูกเป็นพี่-เป็นน้องกัน

 

อย่างพลเอกประวิตร-พี่ใหญ่, พลเอกอนุพงษ์-พี่รอง, พลเอกประยุทธ์-น้องเล็ก...ไม่ต่างเหล็กไหล ต่อให้ใช้แสงเลเซอร์ตัด ยืดปานจะหยด แต่ยังไง ๆ ก็ตัดเหล็กไหลไม่ขาด!

 

ความผูกพันของ ๓ ป. เท่าที่ผมดู จะทะเลาะกันบ้าง ขัดใจกันบ้าง งอนกันบ้าง ถึงขั้น 'แตกพรรค-แตกขั้ว' ออกไปจากกันก็เถอะ แต่ก็นั่นแหละ ไหลยืดปานจะขาดจากกัน แต่มันก็ 'ตัด' กันไม่ขาด!

 

การแตกพรรค ที่ดูเหมือนแตกกัน นั่นมันแค่ 'ยุทธศาสตร์การเมือง' ที่มีแกนยึด จะไม่ 'แตกสามัคคี' จนนำไปสู่การกระทำให้ 'ชาติบ้านเมืองแตก'

 

เชื่อผมเถอะ ชั่ว, ดี, ถี่, ห่าง อย่างไร 'ทหารเสือนวมินทราชินี' คือ ผู้แก้ปัญหาให้ชาติบ้านเมือง ไม่ใช่ผู้สร้างปัญหาให้ชาติบ้านเมือง

 

ฉะนั้น ผมจึงอยากบอกลุงป้อมว่า ท่านน่ะ 'เลือดผู้นำ' ที่จะให้นั่งอยู่ในรู ปล่อยให้ลูกน้องออกไปสู้ตามลำพังน่ะ นั่นไม่ใช่วิสัยลุงป้อม

 

ใจบันดาลแรงท่านก็จริง แต่แดดมันแรง การเดินสายหาเสียง ตะกายขึ้นแต่ละเวที คนไม่เคย ไม่รู้หรอกว่า มันสาหัส-สากรรจ์ขนาดไหน?

 

ผมมองการณ์ข้างหน้า 'หลังเลือกตั้ง' อยากจะบอกว่า รัฐบาลข้างหน้า จะขาดลุงป้อมไม่ได้!

 

ฉะนั้น ลุงป้อมจะเป็นอะไรไปไม่ได้ ต้องถนอมตัวไว้ ยังไง ๆ พรรคพลังประชารัฐก็ต้องร่วมเป็นรัฐบาลกับฝ่ายที่ 'ไม่ล้มเจ้า' อยู่แล้ว

 

แล้วมีพรรคไหนบ้างล่ะ ที่ไม่มีแนวทางล้มเจ้า? ก็มีพรรคภูมิใจไทย, รวมไทยสร้างชาติ, ประชาธิปัตย์, ชาติไทยพัฒนา, ไทยสร้างไทย, ไทยภักดี, ชาติพัฒนากล้า เป็นต้น

 

รัฐบาลหน้า ก็จะอยู่ในกลุ่มพรรคเหล่านี้ ส่วนพรรคไหนจะมี ส.ส. มากที่สุด ได้เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงจะเอาใครเป็นนายกฯ? นั่นมันเรื่องข้างหน้า

 

ตราบใดที่ยังไม่เลือกตั้ง แต่ละพรรคยังไม่มีตัวเลขมาแบบโต๊ะพูดจา การยกมาพูดตอนนี้ ไม่ต่างกับว่า..."ถ้าได้แต่งกับนางงามจักรวาล จะให้ลูกเรียนโรงเรียนไหนดี?"

 

มันเพ้อเจ้อข้ามขั้นตอนมากไป ไปหานางงามจักรวาลมาแต่งให้ได้ซะก่อนเหอะ แล้วค่อยมาคุยเรื่องมีลูก เรื่องโรงเรียน!

 

พรรคภูมิใจไทย ของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล โพลทุกสำนักฟันธงว่า จะได้ ส.ส.มากเป็นอันดับ ๒ รองจากพรรคเพื่อไทย และเป็นพรรคเดียวในกลุ่มพรรคไม่ล้มเจ้า ที่จะได้ ส.ส.ถึงหลักร้อย คือมากกว่า ๑๐๐ คนขึ้นไป!

 

ส่วน 'พรรครวมไทยสร้างชาติ' ของนายกฯ ประยุทธ์ เขาประเมินกันแค่ ๔๐ กว่า ส.ส. เท่านั้น

 

ถ้าผลเลือกตั้งเป็นตามนี้ ภูมิใจไทยของคุณอนุทิน คือตัวชี้ว่า ฝ่ายไหนจะได้เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล? ถ้าไปรวมกับเพื่อไทย เสียงกว่าค่อนสภา ตั้งรัฐบาลได้เลย

 

แต่ผมไม่เชื่อ เหมือนที่ไม่เชื่อว่าลุงป้อมจะไปตั้งรัฐบาลกับพรรคฝ่ายล้มเจ้า

 

พรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย ก็ต้องแข่งกันรวบรวมเสียงว่า ในจำนวน ๕๐๐ ส.ส. ใครจะรวบรวมได้เกินครึ่ง คือ มากว่า ๒๕๑ เสียงขึ้นไปได้ก่อนกัน

 

นี่ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ในการจะเลือกโดยตกลงกันว่า จะให้ใครเป็นนายกฯ?

 

ใช่ว่าพรรคไหนมีเสียงมาก ก็จะเป็นนายกฯ ได้ทันที เว้นแต่พรรคนั้น มี ส.ส. 'พรรคเดียว' เกินครึ่ง!

 

สรุปตาม 'คณิตศาสตร์ส.ส.'จากโพล...

>> อุ๊งอิ๊ง นายกฯ ฝ่ายแดง

>> อนุทิน นายกฯ ฝ่ายน้ำเงิน

 

แต่จากเสียง 'พลังเงียบ' ที่เป็นคลื่นใต้น้ำบอกว่า ๑๔ พฤษภาคมนี้ เขาจะออกไปเลือกรวมไทยสร้างชาติ ทั้งพรรค ทั้ง ส.ส.เขต

 

บัตรสีเขียว เลือกพรรค เขาจะ X เบอร์ ๒๒ พรรครวมไทยสร้างชาติ

 

บัตรสีม่วง เขาจะ X เบอร์ สส.เขต ของพรรครวมไทยสร้างชาติ

 

ต้องการให้ 'พลเอกประยุทธ์' เป็นนายกฯ ต่อ!

 

เออ…ทั้งโพล ทั้งพลังเงียบนอกโพล เขาว่างี้ ก็หมายความว่า ตัวชิงเข้าวิน มี ๓ ตัว คือ 'อุ๊งอิ๊ง-อนุทิน-ลุงตู่' ส่วนพิธา 'ก้าวไกล' ตัดทิ้งไปได้เลย!

 

สรุป ฟันธง… ถ้าฝ่ายแดงแลนด์สไลด์ อุ๊งอิ๊ง นายกฯ ไร้คู่แข่ง

 

ถ้าไม่แลนด์สไลด์ ฝ่ายน้ำเงินตั้งรัฐบาล 'ลุงตู่-อนุทิน' คนใด-คนหนึ่ง เป็นนายกฯ!

เปิดตัวขุนพล 'พรรคใหญ่' ชิงชัยเก้าอี้ ส.ส. สมุทรสาคร

สำหรับ 3 เขตของจังหวัดสมุทรสาคร ตามการแบ่งเขตของ กกต. มีดังนี้

 

>> เขต 1 อำเภอเมืองสมุทรสาคร (เฉพาะตำบลมหาชัย, ตำบลท่าฉลอม, ตำบลโกรกกราก, ตำบลบางหญ้าแพรก, ตำบลท่าทราย, ตำบลโคกขาม, ตำบลพันท้ายนรสิงห์, ตำบลคอกกระบือ และตำบลบางน้ำจืด)

 

>> เขต 2 อำเภอเมืองสมุทรสาคร (เฉพาะตำบลนาดี) อำเภอกระทุ่มแบน (เฉพาะตำบลอ้อมน้อย, ตำบลสวนหลวง, ตำบลท่าไม้, ตำบลตลาดกระทุ่มแบน, ตำบลแคราย, ตำบลคลองมะเดื่อ และตำบลดอนไก่ดี)

 

>> เขต 3 อำเภอเมืองสมุทรสาคร (เฉพาะตำบลนาโคก, ตำบลกาหลง, ตำบลบางโทรัด, ตำบลชัยมงคล, ตำบลบ้านบ่อ, ตำบลบางกระเจ้า, ตำบลบ้านเกาะ และตำบลท่าจีน) อำเภอกระทุ่มแบน (เฉพาะตำบลท่าเสา, ตำบลบางยาง และตำบลหนองนกไข่) อำเภอบ้านแพ้ว

ศศิกานต์ อึ้ง รทสช. กระแสดี แต่ ยังมีคนไม่รู้ ลุงตู่อยู่รวมไทยสร้างชาติ

(17 เม.ย. 66 ) น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ ผู้สมัคร ส.ส. เขตบางแค ภาษีเจริญ หมายเลข 7 พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้พูดถึงการรณรงค์หาเสียงในพื้นที่เขตบางแค ภาษีเจริญ ว่า

 

ตนเองเน้นเรื่องการลงพื้นที่ พบปะ พี่น้องประชาชน พยายามเข้าถึงพูดคุยทุกบ้าน ซึ่งที่ผ่านมา ก็ได้รับกระแสตอบรับที่ดีเป็นอย่างมาก และพบว่ามีพลังเงียบที่เป็นกองเชียร์ลุงตู่เยอะมาก มีหลายคนอาสาเข้ามาช่วยงานโดย ไม่คิดค่าจ้าง เช่น แจกใบปลิวและช่วยติดป้าย

 

รวมถึงช่วยเป็นเพื่อนเดินหาเสียงในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ตลอดจนแจ้งข่าวสารในพื้นที่ เช่น ป้ายบริเวณซอยนั้นไม่มี ป้ายซอยนี้พัง ให้มาซ่อม อย่างนี้เป็นต้น ทำให้ยิ่งเดินก็ยิ่งมั่นใจในกระแสพรรคมากยิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกเรื่องที่ต้องเร่งชี้แจงให้ประชาชนรับทราบโดยด่วน เพราะจากการลงพื้นที่ทำให้ทราบว่า ยังมีพี่น้องประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่ทราบว่าลุงตู่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติ หลายคนคิดว่า ลุงตู่ ยังอยู่พรรคเดิมเหมือนเมื่อการเลือกตั้งปี 62 ซึ่งตนเอง และทีมงานก็ได้พยายามประชาสัมพันธ์ และสื่อสารให้พี่น้องประชาชนทราบให้ทั่วถึงที่สุดว่า ลุงตู่อยู่พรรครวมไทยสร้างชาติ ถ้าพี่น้องเลือกจิ๊บ เป็นส.ส.เขต จะได้ลุงตู่เป็นนายกรัฐมนตรี มาทำงานต่อ

ชัยวุฒิ ฝากหยุดรณรงค์ให้คนไม่ไปเกณฑ์ทหาร แนะควรปลูกฝังรักชาติให้คนรุ่นใหม่

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ใช้เวลาวันหยุดช่วงสงกรานต์ กลับบ้านเกิด จังหวัด สิงห์บุรี โดยวันนี้ไปที่ค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ไปกราบสักการะอนุสาวรีย์วีรบุรุษค่ายบางระจัน พร้อม ๆ กับ ไป หาเสียง ที่ตลาดย้อนยุค ขณะที่ไปหาเสียงนั้นก็ไปพบกัน ผู้เเทน ชาวบ้าน ค่ายบางระจัน “บอกรักชัยวุฒิ กาเบอร์37 พรรคพลังประชารัฐ “ พร้อมกับฝากให้การปลูกฝังค่านิยม รักชาติ รักเเผ่นดิน ให้ลูกหลาน

 

โดย นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า อยากให้ทุกคนคิดถึงรากเหง้าของความเป็นคนไทย บรรพชนของเราเสียสละชีวิต เสียสละเลือดเนื้อเพื่อแผ่นดินไทย วันนี้ผมก็ไม่อยากให้มีคนมารณรงค์หาเสียงให้เกิดความชังชาติ ลืมรากเหง้าของความเป็นคนไทย รณรงค์ให้คนไม่ไปเกณฑ์ทหาร ไม่รู้จักเสียสละเพื่อแผ่นดิน ผมรับไม่ได้ครับ วันนี้เราต้องมาช่วยกัน ปลูกฝังค่านิยม รักชาติ รักแผ่นดิน ความเสียสละ ทําเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพื่อให้ประเทศไทยของเรามั่นคงเข้มแข็ง และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตลอดไป เพื่อลูกหลานของเราทุกคนครับ ระหว่างนั้นก็มี กลุ่มผู้เเทนบ้านบางระจัน นำโดย นายสมศักดิ์ รัตนะปรากฎ ผู้เเทนชาวบ้านบางระจัน ได้ฝากบอกว่า ทุกวันนี้ ที่ทุกคนมาเเต่งชุด วีรบุรุษค่ายบางระจัน ก็เพื่ออยากให้คนรุ่นใหม่ ได้รับการปลูกฝังค่านิยม ความเสียสละ ความรักความสามัคคี ให้กับคนในชาติ ไม่อยากให้คนขัดเเย้งกัน รักกันไว้เถิด เราเกิดเป็นคนไทย ครับ

"วราวุธ" โวยป้ายผู้สมัคร ถูกกรีดเหลือแต่โครง

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 66 นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ อ.ผักไห่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา ช่วยนายประวิทย์(ปู้) สุวรรณสัญญา ผู้สมัคร ส.ส. พระนครศรีอยุธยา เขต 5 (อ.บางซ้าย ผักไห่ ลาดบัวหลวง เสนา) หมายเลข 12 หาเสียง พบว่า ป้ายหาเสียงของพรรคชาติไทยพัฒนา เบอร์ 18 และป้ายหาเสียงของผู้สมัครคือนายประวิทย์ เบอร์ 12 นั้น ถูกทำลายไม่ต่ำกว่า 30-40 ป้ายด้วยกัน ซึ่งตนมีความเป็นห่วงเพราะทุกอย่างล้วนแต่คิดเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงทั้งสิ้น เพราะทุกพรรคการเมืองมีหน้าที่นำเสนอทั้งเบอร์พรรค และเบอร์ผู้สมัคร

 

"จึงอยากขอความเห็นใจ ไปยังผู้ที่ทำลายป้ายทั้งหลาย เพราะทุกพรรคการเมืองมีหน้าที่สื่อสารให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งพี่น้องชาวอยุธยานั้นล้วนแต่มีมิตรไมตรี มีความอบอุ่น ทุกครั้งที่ลงพื้นที่และเยี่ยมเยือนมักได้รับรอยยิ้มและความอบอุ่นเสมอมา ดังนั้นขอวิงวอนผ่านไปยังคนบางกลุ่มที่มีเจตนามาทำร้ายป้ายหาเสียง ก็ขอความเห็นใจว่าอย่าทำเลย ให้โอกาสแต่ละพรรคการเมืองได้ทำงาน เพื่อจะได้มาทำงานให้กับประเทศชาติด้วยกันทุก ๆ คน" นายวราวุธ กล่าว

 

นายวราวุธ กล่าวว่า จากที่ดูป้ายที่ถูกทำลาย ถูกกระทำด้วยความตั้งใจอย่างแน่นอน ไม่ใช่อุบัติเหตุ เพราะคว้านเหลือแต่โครงไม้บ้าง หายไปค่อนป้ายบ้าง เจาะโบ๋หายบ้าง และยังมีของพรรคการเมืองอื่น ๆ บางพรรคก็ถูกทำลายเช่นกัน ก็ต้องขอความเห็นใจไปยังกลุ่มบุคคลที่มาทำลายป้าย ว่าทุกพรรคการเมืองมีหน้าที่สื่อสารกับพี่น้องประชาชน ขอโอกาสให้ชาติไทยพัฒนาได้ทำงานให้กับพี่น้องชาวอยุธยา แข่งกันที่นโยบายดีกว่าอย่าใช้วิธีการที่เรียกว่าไม่สร้างสรรค์ มาทำให้การเมืองเป็นสิ่งที่น่าเข้ามามีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชนทุกคนดีกว่า

เด็กลุงตู่ งง เศรษฐา อ้าง แจก 5 แสนล้าน กระตุ้นเศรษฐกิจพร่ำเพรื่อ

(14 เม.ย 66) จากการที่นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาด้อยค่า นโยบายบัตรสวัสดิการพลัส หรือ บัตรลุงตู่ ที่จะเพิ่มเงินช่วยเหลือประชาชนที่ได้สิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนละ 1,000 บาท ว่า เป็นลักษณะของการหยอดน้ำข้าวต้ม และจะเติมปลาแห้งเข้าไปอีกนิด คงไม่มีอะไรไม่มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น

 

นายอิทธิพัทธ์ เศรษฐยุกานนท์ ผู้สมัคร ส.ส. กทม. เขตเลือกตั้งที่ 32 บางกอกใหญ่ บางกอกน้อย ภาษีเจริญ ตลิ่งชัน ธนบุรี เบอร์ 5 พรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ได้ออกมากล่าวตอบโต้ว่า ไม่น่าเชื่อว่านักธุรกิจใหญ่อย่างนายเศรษฐา จะไม่เข้าใจเรื่องหลักการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ต้องทำเท่าที่จำเป็นในสถานการณ์ที่ เศรษฐกิจมันเดินไม่ได้อย่างเช่นตอนโควิด-19 อย่างนั้นจึงจะมีความจำเป็นต้องกระตุ้น

 

แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจของไทยเริ่มมีลักษณะของการฟื้นตัวอย่างชัดเจนดูจากตัวเลขทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็มีการปรับตัวดีขึ้นกำลังซื้อของคนมีมากขึ้น เงินเฟ้อลดลงการว่างงานลดลง นักท่องเที่ยวมากขึ้น การกระตุ้นเศรษฐกิจโดยการใส่เงินจำนวนมากเข้าไปในระบบ จึงไม่ใช่มาตรการที่จำเป็นในขณะนี้ และในอีกด้านอาจจะส่งผลต่อเรื่องของเงินเฟ้อที่จะพุ่งขึ้นสูง และราคาสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นตามมา เพราะผู้ประกอบการรู้ว่าจะมีการใส่เงินลงไป ราคาสินค้าก็จะขึ้นไปรอก่อนแล้ว ซึ่งคุณเศรษฐาไม่เคยพูดถึงผลกระทบในมุมแบบนี้บ้างเลย

 

ซึ่งแม้แต่ นางธาริษา วัฒนเกส อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ก็ยังออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย กับโครงการนี้ โดยมองว่าเป็นนโยบายที่ไร้ความรับผิดชอบ นอกจากการสร้างหนี้โดยไม่จำเป็นแล้ว ยังทำให้ประชาชนขาดวินัยทางการเงินอีก และบอกว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าอีกด้วย และสิ่งสำคัญที่จะชี้ให้เห็นก็คือโครงการบัตรสวัสดิการพลัส ที่นายเศรษฐา บอกว่าเป็นการหยอดน้ำข้าวต้มแล้วเติมปลาแห้งไปนั้น

 

โครงการนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการดูแลประชาชน ที่เป็นกลุ่มเปราะบางและมีรายได้น้อย มีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิ์ อย่างชัดเจนไม่ใช่เวียงแห คนจนคนรวยได้หมดซึ่งมองว่ามันไม่ถูกต้อง เพราะเป็นการนำเงินภาษีของประชาชนทั้งประเทศไปใช้จ่ายโดยขาดความรอบคอบ ทั้งยังไม่ก่อให้เกิดประโยชน์คุ้มค่ากับราคาที่จะต้องจ่ายไป

 

อยากจะฝากบอกไปยังคุณเศรษฐาว่า ควรจะเอาเวลาไปอธิบายข้อสงสัย เพื่อความกังวล ของประชาชน นักวิชาการ และสื่อมวลชน ที่มีต่อการแจกเงิน 10,000 บาทของพรรคเพื่อไทยน่าจะดีกว่า

 

รวมถึงควรจะเอาเวลาไปบอกกับแกนนำและสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาขู่ว่าจะฟ้องคนที่วิจารณ์โครงการแจกเงินหมื่น ให้คนเหล่านั้นได้เปลี่ยนความคิดใหม่ และเปิดใจให้กว้างในการรับฟัง ความคิดเห็นที่แตกต่างจากพี่น้องประชาชน นักวิชาการและสื่อมวลชน จะดีกว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยนั้นปิดกั้นในการแสดงความคิดเห็นของผู้ที่คิดต่าง แล้วจะอ้างว่าตนเองเป็นตัวแทนของฝ่ายประชาธิปไตยได้อย่างไร นายอิทธิพัทธ์ กล่าวทิ้งท้าย

"จิ๊บ ศศิกานต์" ชี้ ฝีมือ"ลุงตู่" พาชาติพ้นวิกฤต

จากกรณีที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2566 การจัดกิจกรรมด้านต่าง ๆ นั้นจะทำให้เกิดเงินสะพัดในช่วงสงกรานต์ อยู่ที่ประมาณ 125,203 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับ ช่วงปี 2559 ถือว่าใกล้เคียงกันมาก ทำให้มองได้ว่าเศรษฐกิจนั้นเริ่มกลับมาดีเหมือนเดิมแล้วนั้น

 

ล่าสุด นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ ผู้สมัครส.ส.กทม. เขต 30 บางแค ภาษีเจริญเบอร์ 7 จากพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวนั้นเป็นเครื่องชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เศรษฐกิจของไทยได้ฟื้นตัวแล้ว แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 

ในภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาต่อเนื่องกันตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต่อเนื่องมายังการสู้รบสงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจของทั้งโลก วิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำ คนตกงาน อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ซึ่งทุกประเทศก็ได้รับผลกระทบนี้เหมือน ๆ กัน แต่ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลของประเทศไหนนั้นจะบริหารประเทศ ให้ผ่านพ้นวิกฤตและฟื้นตัวได้ดีกว่ากัน

 

ซึ่งจากตัวเลขข้างต้นนั้นก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าประเทศไทยนั้น เป็นประเทศที่สามารถผ่านพ้นวิกฤตและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วก่อนประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ สังเกตได้จากไทยเป็นประเทศแรก ๆ ในโลกที่เปิดรับนักท่องเที่ยว ซึ่งตัวเลขนักท่องเที่ยวในปัจจุบันนั้นก็ถือว่าใกล้เคียงกับตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในช่วงก่อนจะเกิดโรคโควิด-19 แล้ว

 

นอกจากนี้ตัวเลขชี้วัดอื่น ๆ ก็ยังแสดงให้เห็นว่าภาวะเศรษฐกิจของไทยมีแนวโน้มดี ยกตัวอย่างเช่น ภาวะเงินเฟ้อของไทยนั้นอยู่ที่อันดับ 20 ของโลก จากทั้งหมด 134 ประเทศ อัตราว่างงานก็ลดต่ำลงเหลือ 1.3 % เท่านั้น รวมถึงตัวเลขการลงทุนจากต่างชาติก็เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เฉพาะแค่ 2 เดือนแรกของปี 66 มีผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ถึง 305% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

 

แต่ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศไทยนั้นกำลังเดินไปสู่ทิศทางที่ดี ก็มีนักการเมืองจากบางพรรคสร้างวาทะกรรมซ้ำซาก โจมตีเศรษฐกิจของประเทศตัวเองให้ดูตกต่ำย่ำแย่ กล่าวหาว่าเศรษฐกิจของไทยตกอยู่ในหุบเหว เศรษฐกิจของบ้านเรากำลังถดถอย ซึ่งการจะพูดถึงเศรษฐกิจให้ถูกต้อง โดยปราศจากอคตินั้น เห็นว่าควรจะต้องเอาตัวเลขออกมากาง ให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริง ไม่ใช่เอาแต่พูดวาทะกรรมอันสวยหรู แต่บิดเบือนข้อเท็จจริง

 

คำว่า เศรษฐกิจดีนั้น ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องร่ำรวยกันหมดทุกคน แต่ภาวะเศรษฐกิจที่ดีนั้น ระบบเศรษฐกิจจะต้องมีการขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างสัมพันธ์กันทั้งระบบ ผู้บริโภคมีกำลังซื้อที่ดี ผู้ประกอบการ ค้าขายก็มีกำไรที่ดี อัตราเงินเฟ้อต่ำลง อัตราการว่างงานก็ลดลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้จากตัวเลขที่ชี้วัด ตัวเลขต่าง ๆ นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ตัวเลขไม่โกหกใคร

 

จึงขอเรียกร้องให้นักการเมืองทุกฝ่ายออกมาพูดความจริงกับประชาชน มากกว่าการสร้างวาทะกรรมว่า ประเทศเราย่ำแย่และไม่มีความหวัง การหาเสียงนั้นควรจะแข่งกันนำเสนอนโยบายที่จะทำให้กับประชาชน โดยเป็นนโยบายที่ทำได้จริง การกระทำเช่นนี้จึงจะเป็นการเมืองที่สร้างสรรค์ และเกิดประโยชน์กับประชาชน นางสาวศศิกานต์ กล่าวทิ้งท้าย

"ฟิล์ม รัฐภูมิ" ออกมาตอบโต้ "เศรษฐา ทวีสิน"

จากการที่นายเศรษฐา ทวีสิน ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวพาดพิงถึงนโยบายบัตรประชารัฐ 700 บาท หรือบัตรลุงป้อม ของพรรคพลังประชารัฐ ที่นายเศรษฐา กล่าวว่าใช้เงินงบประมาณมากถึง 8 แสนล้านบาทนั้น

 

นายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ หรือฟิล์มผู้สมัคร ส.ส. เบอร์ 1 เขต 22 สวนหลวง ประเวศ ของพรรคพลังประชารัฐก็ได้ออกมาตอบโต้โดยระบุว่า ไม่น่าเชื่อว่าคนระดับนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยนั้นจะออกมาให้ข้อมูลที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้อย่างสิ้นเชิง

 

โดยประการแรกบัตรประชารัฐนั้น จะเป็นสวัสดิการที่ดูแลคนไทยผู้เข้าหลักเกณฑ์ประมาณจำนวน 14 ล้านคน ไม่ใช่ 20 ล้านคน โดยตัวเลข 20 ล้านคนนั้นคือตัวเลขของผู้ที่ลงทะเบียนทั้งหมด แต่หลังจากที่หน่วยงานราชการได้ทำการคัดกรองแล้วพบว่ามีผู้ที่ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นเพียงประมาณ 14 ล้านคนเท่านั้น

 

จากการวางหลักเกณฑ์ที่รัดกุม ยกตัวอย่างเช่นจะไม่ได้ดูเฉพาะตัวผู้ที่มาลงทะเบียนเท่านั้น แต่จะต้องดูรายได้รวมของคนในครอบครัวด้วย และผู้ที่จะมีสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือนั้นก็จะต้อง เป็นผู้ที่อยู่ใต้เส้นความยากจน หรือก็คือจะต้องมีรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อปี แตกต่างกับทางพรรคเพื่อไทยที่แจกทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป ไม่วาจะมีรายได้น้อยหรือคนรวยก็ได้หมด

 

ซึ่งทางพรรคพลังประชารัฐก็ได้คำนวณมาแล้ว การดูแลในส่วนนี้ จะใช้งบประมาณอยู่ที่ 9,800 ล้านบาทต่อเดือน หรือไม่ถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี และเป็นการใช้เงินแบบทยอยใช้ มิใช่จ่ายหมดในครั้งเดียวจึงไม่มีปัญหาในเรื่องของการตั้งงบประมาณ โดยงบประมาที่ใช้นั้นก็จะนำมาจาก กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม

 

บัตรสวัสดิการของพรรคพลังประชารัฐนั้น แตกต่างจากการแจกเงินของพรรคเพื่อไทย ที่เราเน้นการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า ไปยังกลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อย เพราะพรรคพลังประชารัฐตระหนักดี ถึงการใช้เงิน ที่จะต้องใช้จ่ายให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด เพราะเงินที่ใช้นั้นเป็นเงินภาษีของพี่น้องประชาชน ไม่ใช่แจกเงินแบบหว่าน แจกเงินให้แม้กระทั่งคนที่มีรายได้ดีอยู่แล้ว

 

สิ่งที่คุณเศรษฐา ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ควรจะต้องเร่งทำในตอนนี้ก็คือ ต้องอธิบายตอบข้อสงสัยของประชาชนให้ได้ก่อนว่า ในการแจกเงินของพรรคเพื่อไทยนั้น จะเอาเงินมาจากไหน มากกว่าการมาคอยจับผิดนโยบายของพรรคอื่น นายรัฐภูมิกล่าวทิ้งท้าย

ปตท. ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการรณรงค์ความปลอดภัยรถ NGV

วันที่ 10 เมษายน 2566 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุม อาคาร 10 ชั้น 3 กรมการขนส่งทางบก นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก และ นายวุฒิกร สติฐิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยผู้บริหารจากกรมขนส่งทางบกและ ปตท. ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการรณรงค์ความปลอดภัยรถ NGV

 

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบกมุ่งมั่นในการรณรงค์และเสริมสร้างทัศนคติการตระหนักถึงความปลอดภัย รวมถึงยกระดับมาตรฐานในการตรวจสอบการใช้งานรถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัดเป็นเชื้อเพลิง (NGV) เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ ตามนโยบายของ รัฐบาล กระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบกได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ในโครงการรณรงค์ความปลอดภัยรถ NGV กับ ปตท. เพื่อบูรณาการร่วมกันในการเชื่อมโยงข้อมูลการตรวจและทดสอบรถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัดเป็นเชื้อเพลิง (NGV) ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์และกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก และข้อมูลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของกรมการขนส่งทางบก โดยการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อใช้ในการตรวจสอบรถ NGV ที่เข้ามารับบริการเติมก๊าซ NGV ในสถานีบริการ NGV ของ ปตท. ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับมาตรฐานการตรวจสอบความปลอดภัยของผู้ใช้รถก๊าซ NGV

 

นายวุฒิกร สติฐิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท. กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่ ปตท. จะได้นำเอาองค์ความรู้ ศักยภาพ และประสบการณ์ด้านก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มาร่วมสนับสนุนในโครงการรณรงค์ความปลอดภัยรถ NGV เพื่อเสริมสร้างทัศนคติการตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้งานรถ NGV และลดการเกิดอุบัติเหตุให้แก่ผู้ใช้รถ NGV และประชาชนทั่วประเทศ โดย ปตท. นำข้อมูลการตรวจและทดสอบรถที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอัดเป็นเชื้อเพลิง (NGV) และข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในความควบคุมดูแลของกรมการขนส่งทางบกนำมาตรวจสอบรถ NGV ที่เข้าเติมก๊าซธรรมชาติอัดในสถานีบริการ NGV ของ ปตท. ทั่วประเทศให้เกิดความปลอดภัยในการเติมก๊าซฯ รวมถึงนำส่งข้อมูลรถ NGV ที่มีสภาพไม่ปลอดภัยให้กับกรมการบนส่งทางบกเพื่อใช้ประโยชน์จากข้อมูลต่อ พร้อมทั้งการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของรถ NGV ที่ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก เช่น การออกตรวจรถ NGV ร่วมกัน นำมาพิจารณาให้รางวัลผู้ตรวจสภาพรถ NGV ที่ปฏิบัติงานดีเยี่ยมประจำปีต่อไป

 

“โครงการรณรงค์ความปลอดภัยรถ NGV” เป็นความร่วมมือระหว่างกรมการขนส่งทางบกกับ ปตท. เพื่อเสริมสร้างทัศนคติของผู้ขับขี่ให้ตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้งานรถ NGV ลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ

 

ทั้งนี้ ภายหลังจากการลงนามฯ กรมการขนส่งทางบก และ ปตท. ได้จัดกิจกรรม “Safety Campaign” เป็นโครงการให้บริการตรวจเช็กอุปกรณ์และส่วนควบรถ NGV โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดปี 2566 รวมถึงการออกรณรงค์ความปลอดภัยทั่วประเทศตามแผนงาน ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมที่ออกตรวจตามสถานีบริการ NGV ร่วมกันระหว่าง ปตท. และ ขบ. และ แต่ละไตรมาสจะมีการออก PR ประชาสัมพันธ์ตาม Theme เช่น ไตรมาส 1 ออก PR ใน Theme “ไม่มี ไม่เติม Sticker นั้นสำคัญ” ในสถานีบริการ NGV จำนวน 244 แห่งทั่วประเทศ

รายการใหม่จาก THE STATES TIMES X TV Direct

THE STATES TIMES ผนึก TV Direct แกะกล่องรายการใหม่ 'ถลกข่าว ถลกคน’ ถกทุกมิติเลือกตั้ง 66 แบบเฉพาะกิจช่วงก่อนปิดหีบ ชูคอนเซปต์ ชัดเจน!! เป็นกลาง!! เปิดปรากฎการณ์สังคมไทยยุคใหม่ที่คนไทย ‘ทุกคน-ทุกฟาก-ทุกฝั่ง’ ร่วม 'ถก' กันได้ ประเดิม EP แรกกับอดีต 2 ขั้วสุดต่าง ‘จตุพร พรหมพันธุ์’ และ ‘สุริยะใส กตะศิลา’ ดีเดย์ 15 เม.ย.นี้

 

12 เมษายน 2566 สำนักข่าวออนไลน์ THE STATES TIMES ร่วมกับ TV Direct ช่อง 76 (จานดาวเทียม PSI) เปิดตัวรายการ ‘ถลกข่าว ถลกคน’ รายการถกข่าวสุดร้อนแรงในช่วงกระแสการเมือง/การเลือกตั้ง 2566 กำลังระอุ โดยได้สื่อมวลชนอาวุโสสุดเก๋าแห่งวงการ ‘คุณสำราญ รอดเพชร’ มาเป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมกับ EP แรก ที่ได้ 2 ผู้คร่ำหวอดทางการเมือง อดีตขั้วการเมืองที่ต่างกันสุดขีด แต่วันนี้ ทั้งคู่สามารถมานั่งถกกันได้ในฐานะ ‘คนไทย’ ที่จะมาช่วยเคลียร์หลากมิติการเมือง และการเลือกตั้ง 66 แบบอินไซด์ ภายใต้เหตุและผลสุดสร้างสรรค์

 

เริ่มจาก คุณจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน และอดีตแม่ทัพหลักของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่แง้มประเด็นเล็ก ๆ แต่ก็ชวนให้ตามติดแบบทันควัน ไม่ว่าจะเป็น “จุดยืนพรรคเพื่อไทยกับพลังประชารัฐ ทักษิณกับบิ๊กป้อม” หรือแม้แต่ "ลุงป้อม ผู้ส่งท่าทีก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่วันนี้ก็อาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น ส่วน 'ลุงตู่' ที่บอกเพลียงพล้ำ ตอนนี้อาจพลิกจากแพ้เป็นผู้กำชัย เพราะจุดยืนชัดเจน และการลงมาสู่สนามการเมืองของ ‘อุ๊งอิ๊ง’ อาจทำให้เกมเพื่อไทยเปลี่ยน" เป็นต้น

 

ส่วนแขกรับเชิญอีกท่านอย่าง ศ.ดร. สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ก็แง้มปมถกที่ดุเดือดไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็น “ทิศทางการเลือกตั้งหนนี้ ที่เชื่อว่าจะใช้เงินจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดทุจริตที่มากในอนาคต หรือแม้แต่หลายพรรคต่างเร่งออกนโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นนโยบายที่น่ากลัว เพราะจะมีผลกระทบโยงไปยังเงินคงคลัง และงบประมาณของประเทศ” ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหัวข้อถกเถียงเรียกน้ำย่อย ที่รอคอยคอการเมืองมาร่วมตามติด แบบไม่ควรพลาด!!

 

ด้าน นายณัฐภูมิ รัฐชยากร Chief Operating Officer THE STATES TIMES กล่าวถึงความร่วมมือผลิตรายการ ‘ถลกข่าว’ กับทาง TV Direct ในครั้งนี้ ว่า จุดเริ่มต้นในการทำรายการ มาจากข้อสงสัยในประเด็นทางการเมืองมากมายที่สังคมและประชาชนทั่วไปต้องการคำตอบ แต่ยังหามุมมองวิเคราะห์และกลั่นกรองอย่างมีชั้นเชิงให้กับสังคมได้ไม่มาก ขณะเดียวกันนักการเมืองจากพรรคต่าง ๆ มีทั้งที่คุ้นตาและไม่คุ้นชิน โดยเฉพาะนักการเมืองหน้าใหม่ ย่อมต้องการพื้นที่แสดงออกทางความคิด หรือ นำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน นี่จึงเป็นที่มาที่ทำให้ ‘ถลกข่าว’ ต้องเกิดขึ้นมาในช่วงจังหวะนี้

 

สำหรับแผนการผลิต ‘ถลกข่าว’ ในเบื้องต้นนั้น นายณัฐภูมิ กล่าวว่า จะนำเสนอทั้งหมดจำนวน 30 EP ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2566 และถ้าหากรายการได้รับการตอบรับดี หรือ มีแนวโน้มที่จะเป็นอีกกระบอกเสียงให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมวงกว้างได้ ทั้งสองบริษัทฯ ก็จะพิจารณาขยายการผลิต และออกอากาศผ่านช่องทางในเครือทั้งสองต่อไป

 

สนใจรับชม ‘ถลกข่าว’ แบบสด ๆ พร้อมกันทั่วประเทศ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 18.00 - 19.00 น. กับ 'ถลกข่าว ถลกปัญหา' โดย หยก สถาพร บุญนาจเสวี ที่จะหยิบปัญหาความเดือนร้อนของพี่น้องประชาชนมาถกแบบรอบทิศ และ ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 18.00 - 19.00 น. กับ 'ถลกข่าว ถลกคน' โดย สำราญ รอดเพชร ที่จะพาทุกคนไปร่วมถกทุกมิติการเมืองและการเลือกตั้ง 2566 แบบสุดเคลียร์

 

อย่าพลาด!! 15 เมษายนนี้ ประเดิม 'ถก' ทุกข้อข้องใจทางการเมืองและวิเคราะห์เลือกตั้ง 66 แบบสุดเคลียร์ กับ ‘ถลกข่าว ถลกคน’ EP แรก ผ่านทุกช่องทางออนไลน์ในเครือ THE STATES TIMES และ TV Direct ช่อง 76 (จานดาวเทียม PSI)

"นพวรรณ" ซัด "อนุสรณ์" เหตุกล่าวหา พปชร. บิดเบือน

จากกรณีที่ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ว่าได้ปราศรัยโจมตีการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เป็นการบิดเบือน ใส่ร้าย เพราะนโยบายที่พรรคเพื่อไทย นำเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สนับสนุนการเกณฑ์ทหาร เป็นระบบสมัครใจนั้น

 

ล่าสุด น.ส.นพวรรณ หัวใจมั่น ผู้สมัคร ส.ส. เขต 12 กรุงเทพมหานคร พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การที่ทางพรรคพลังประชารัฐ ได้หยิบยกประเด็นการยกเลิกการเกณฑ์ทหารขึ้นมาปราศรัย ความจริงเเล้ว การพูดถึงนโยบายนี้ของนายชัยวุฒิ ไม่ได้วิจารณ์เจาะจงเฉพาะพรรคเพื่อไทย เเต่พูดในภาพรวมเพื่อเเสดงจุดยืนว่าพรรคพลังประชารัฐไม่สนับสนุนการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เเต่อยากให้คงไว้เพื่อการฝึกความรักชาติ เเละความเสียสละให้กับคนรุ่นใหม่

 

และที่สำคัญ หากนาย อนุสรณ์ จะออกมาตอบโต้ ประเด็นนี้ อยากให้นายอนุสรณ์ ย้อนกลับไปดูการขึ้นเวทีดีเบตของคนพรรคเพื่อไทยเอง ที่เคยระบุว่า พรรคเพื่อไทยอาจจะยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ซึ่งได้ปรากฏข้อความดังกล่าวผ่านสื่อต่าง ๆ ที่ได้นำเสนอข่าวออกไปแล้ว แบบนี้ จะบอกว่าทางพรรคพลังประชารัฐ ตั้งใจบิดเบือนข้อเท็จจริงได้อย่างไร? ก็ในเมื่อคนของพรรคเพื่อไทยเป็นคนพูดเอง จึงไม่เรียกว่าเป็นการใส่ร้ายและโจมตีกัน

 

ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่พรรคเพื่อไทยนําเสนอเรื่องการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร อาจจะต้องการเอาใจวัยรุ่น เพื่อแข่งกับพรรคก้าวไกล จะเห็นได้จากในหลาย ๆ ดีเบตหรือเวทีปราศรัย และตามหน้าสื่อต่าง ๆ ทางพรรคเพื่อไทยก็ได้เสนอนโยบายนี้ ดังนั้น ขอยืนยันว่า พรรคพลังประชารัฐ พูดบนพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จึงไม่ใช่การบิดเบือนใส่ร้ายกันทางการเมืองแต่อย่างใด

 

แต่ในทางกลับกัน ทางพรรคเพื่อไทยต่างหาก ที่โจมตีพรรคพลังประชารัฐว่า เป็นพรรคทหาร รวมทั้งโจมตี ‘พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ’ หัวหน้าพรรค ว่าเป็นเผด็จการ ได้อำนาจมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งทางพรรคพลังประชารัฐ ไม่เคยออกมาตอบโต้ในสิ่งที่พรรคเพื่อไทยนำไปโจมตีเลย แต่วันนี้ เราเพียงอยากจะใช้สิทธิ์พูดในสิ่งที่เห็นสมควร และขอยืนยันว่า ข้อมูลที่นำมาปราศรัยนั้นเป็นข้อมูลที่ถูกต้องไร้การบิดเบือน

 

ส่วนกรณีที่นายอนุสรณ์ บอกว่า นายชัยวุฒิ พาดพิงการเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของ พท. ซึ่งระบุว่า นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นตัวจริง ส่วนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นเพียงตัวหลอก เพื่อเรียกคะแนนนั้นนิยมนั้น ต่อกรณีดังกล่าว น.ส.นพวรรณ ยืนยันว่า การที่นายชัยวุฒิ กล่าวถึงแคนดิเดตนายกฯ พท. ตัวจริง หรือ ตัวหลอกนั้น ไม่ใช่เป็นการกล่าวพาดพิงเรื่องภายในพรรคอื่น แต่เป็นการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ จากบทบาทของแต่ละคน ที่ได้แสดงให้เห็นมาอย่างต่อเนื่อง หากมองในแง่คุณสมบัติของทั้ง 2 คน ยิ่งเห็นชัดว่า นางสาวแพทองธาร ยังขาดประสบการณ์ทั้งในด้านการเมืองและการบริหาร

 

ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของคนที่อาสาเข้ามาเป็น “ผู้นำประเทศ” แน่นอนว่า คนในพรรคเพื่อไทย และนายทักษิณ ชินวัตร ย่อมมองเห็นจุดอ่อนตรงนี้ เพราะอย่าลืมว่า คนที่ห่วงใยและสนใจปัญหาบ้านเมือง ย่อมเลือกผู้นำที่มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ โดยไม่สนใจว่า “คุณจะลูกหรือญาติ ใครอีกต่อไป” สุดท้ายจึงมีชื่อนายเศรษฐา มาประกบเป็นแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ “ตัวจริง”

 

ส่วนที่นายอนุสรณ์ บอกว่า การปราศรัยดังกล่าว เป็นการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนนั้น น.ส.นพวรรณ ย้ำว่า ทั้งหมดที่กล่าวไปนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานการวิเคราะห์ทางการเมือง ไม่ใช่เป็นการบิดเบือนใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะอย่างที่ทราบกันมาตลอดว่า “พรรคเพื่อไทย” มักทำอะไรที่คลุมเครือ ไม่ชัดเจน ชอบให้คนอื่นคาดเดาและตีความไปต่าง ๆ นา ๆ ไม่เหมือนกับพรรคการเมืองปกติอื่น ๆ ยกตัวอย่าง การเปิดตัวนางสาวแพทองธาร เข้าสู่การเมือง เริ่มต้นด้วยการเข้ามาเป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ไม่มีตำแหน่งทางการบริหารพรรค แต่กลับมีบทบาทและมีคนเกรงใจ เหนือกว่า หมอชลน่าน ศรีแก้ว ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคเสียอีก จนมีคนกังขาว่า ใครเป็นหัวหน้าพรรคตัวจริงกันแน่

 

“ในฐานะที่เราเป็นนักการเมือง และอยู่ระหว่างการเลือกตั้ง การวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของพรรคการเมืองที่เป็นคู่แข่ง จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่พรรคการเมืองทั่วไปกระทำกัน และขอยืนยันว่า ไม่ใช่เป็นการหาเสียงใส่ร้าย หรือบิดเบือนใด ๆ ทั้งสิ้น” น.ส.นพวรรณ กล่าว


© Copyright 2022, All rights reserved. Klang Time Thailand
Take Me Top